Sunday, June 19, 2011

วิตามินธรรมชาติ ลดอาการเจ็บคอ

วิตามินธรรมชาติ ลดอาการเจ็บคอ

โดยทั่วไป อาการเจ็บคอ (sore throat) อาจเกิดจากอาการของโรคภูมิแพ้ อาการทอนซิลอักเสบ การสัมผัสกับอากาศแห้งจัด รวมทั้งการสูดควันพิษ ซึ่งภายในลำคอจะเป็นสีแดงเรื่อ ทำให้รู้สึกระคายเคือง หรือสากคอ นอกจากนี้ อาการเจ็บคออาจทำให้ลำคออักเสบ โดยเริ่มจากด้านหลังของปาก ไปจนถึงหลอดอาหาร และอาจเป็นอาการแสดงเริ่มแรกของไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง ทั้งเสมหะ และน้ำลาย ซึ่งอาการเจ็บคอที่พบส่วนใหญ่มีสาเหตุดังนี้

• การติดเชื้อไวรัส คือ สาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บคอมากที่สุด โดยปกติถ้าร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้ ก็จะหายเป็นหวัดเองภายในหนึ่งสัปดาห์ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และน้ำมูกไหล นอกจากนี้ อาการเจ็บคออาจเกิดจากโรคปอดบวม จากเชื้อไวรัส หรือ โมโนนิวคลีโอซิส

• การติดเชื้อแบคทีเรีย พบน้อยกว่าการติดเชื้อไวรัส แต่อาการอาจรุนแรงกว่ามาก ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 2-7 วัน โดยเฉพาะในช่วงอายุ 5-25 ปี จะติดเชื้อกันง่าย ทั้งทางน้ำมูก และเสมหะ นอกจากนี้ ยังติดต่อทางอาหาร นม และน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส ซึ่งถ้าไม่รักษาให้ทันท่วงที เชื้อโรคอาจลุกลามไปทำลายหัวใจและไตอย่างถาวร

บางคนที่มีอาการเจ็บคอ จนฝากล่องเสียงอักเสบ ช่องคอจะบวมมาก จนปิดทางเดินหายใจควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อสเตร็ปโทรต และเมื่อมีอาการติดเชื้อซ้ำบ่อยๆ จนเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ เป็นไข้รูมาติกได้

ปรับตัวเพื่อลดเจ็บคอ

1. ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า น้ำจะช่วยให้เสมหะเหนียวน้อยลง และขับออกง่ายขึ้น

2. ปรับสภาพอากาศให้ชื้นขึ้นเล็กน้อย เช่น หาอ่างใส่น้ำมาวางบริเวณที่ร้อน หรือปลูกต้นไม้ในบ้าน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศที่แห้ง จะช่วยให้เยื่อเมือกในช่องคอไม่แห้ง (เมื่อช่องคอแห้ง จะทำให้ระคายคอ และนอนไม่หลับ)

3. หลีกเลี่ยงควันและมลพิษต่างๆ งดสูบบุหรี่ รวมทั้งสารระเหยจากน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน หรือสีทาบ้าน เพราะจะยิ่งทำให้เจ็บคอมากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงอาหารก่อพิษ เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารที่มีน้ำตาลสูงจำพวกเค้ก ขนมหวาน เพราะจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบ และโรคติดเชื้ออื่นๆ อันเป็นสาเหตุของการเจ็บคอ

5. ใช้เสียงให้น้อยลง เมื่ออาการเจ็บคอลุกลาม จนทำให้กล่องเสียงอักเสบ จนทำให้ระคายคอมากเวลาพูด หรือเสียงหายไปชั่วขณะ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และให้ความอบอุ่นกับร่างกายเยอะๆ

วิตามินธรรมชาติแก้อาการเจ็บคอ

1. เบต้าแคโรทีน มีมากในแครอท ฟักทอง ตำลึง แค กระเพา ขี้เหล็ก ผักเซียงดา ยอดฟักขาว ผักติ้ว และผักแต้ว เมื่อสารเบต้าแคโรทีนเข้าสู่ร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยทำให้เนื้อเยื่อของเมือกบุในลำคอ และทางเดินหายใจที่ต้องผลิตน้ำย่อยบ่อยๆ มีความแข็งแรง

2. วิตามินดี จากปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด ปลาซาบะ ปลาซาดีน ปลาแซลมอน และปลาทะเล เพราะวิตามินดีจากไขมันปลา จะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในลำคอ

3. วิตามินอี มีมากในผลอะโวคาโด และอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ที่ถูกเชื้อโรคทำลายให้แข็งแรง

4. วิตามินบี โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของ เชื้ออะซิโดฟิลัส (acidophilus) เช่น โยเกิร์ต เพราะจะช่วยทดแทนแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินบีบางชนิด ที่ถูกยาปฏิชีวนะทำลายไป

ยาแก้เจ็บคอจากก้นครัว

• เกลือ เกลือที่เราใช้ปรุงอาหารเป็นยาแก้เจ็บคอได้เป็นอย่างดี โดยผสมเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 1 แก้ว ใช้อมกลั้วคอ หรือทำเป็นน้ำยาบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้

• น้ำอุ่น ผสมน้ำอุ่น 1 แก้วกับน้ำมะนาว หรือน้ำส้มไซเดอร์แอปเปิ้ล 1 ช้อนชา ใช้กลั้วคอ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนผสมดังกล่าวมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส

ผลไม้รสเปรี้ยวบรรเทาเจ็บคอ

อย่ามองข้ามผลไม้รสเปรี้ยวนะคะ เพราะกรดซีตริก (citric) ในรสเปรี้ยวมีสรรพคุณช่วยลดอาการเจ็บคอได้ดี และวิตามินซีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และช่วยลดระยะเวลาในการเป็นหวัดให้สั้นลง ซึ่งผลไม้รสเปรี้ยวทีเราแนะนำมีดังนี้

• มะขามป้อม ใช้เนื้อผลแก่สดประมาณ 2-3 ผล โขลกพอแหลก แทรกเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยววันละ 3-4 ครั้ง วิตามินซี และรสเปรี้ยวอมฝาดในมะขามป้อม จะช่วยแก้หวัด ทำให้คอชุ่มชื่น แก้อาการคอแห้ง และแก้อาการเจ็บคอ

• มะนาว ใช้ผลสดคั้นเอาแต่น้ำ แทรกเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรือ ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบใส่น้ำอุ่นครึ่งแก้ว แล้วผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา วิตามินซี และรสเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยขับน้ำลาย ลดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุผิวภายในลำคอ ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณบรรเทาอาการเจ็บคอ

• มะขาม ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก จิ้มเกลือกินพอสมควร หรือจะคั้นเป็นน้ำมะขามแทรกเกลือเล็กน้อย และใช้จิบบ่อยๆ ก็ได้ เนื้อฝักแก่ รสเปรี้ยว ช่วยขับเสมหะ ทำให้คอชุ่มชื่น และแก้อาการเจ็บคอ

• น้ำส้ม นำผลส้มประมาณ 3 ผล ล้างให้สะอาด คั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/2 ช้อนชา จิบบ่อยๆเมื่อมีอาการ รสเปรี้ยวของส้มมีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ

• เสาวรส นำเสาวรสสุกประมาณ 2-3 ผล ล้างให้สะอาด ผ่าครึ่ง ใช้ช้อนตักเมล็ดและส่วนที่เป็นน้ำสีส้มออกจากเนื้อผล คั้นกรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบาง เพื่อแยกเอาเมล็ดและเส้นใยออก เติมน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ชิมรสตามใจชอบ จิบเมื่อมีอาการ รสเปรี้ยวของเสาวรสมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ

บำบัดด้วยน้ำมันหอม

ใช้น้ำมันกลิ่นยูคาลิปตัส เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ และเสจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทาบริเวณผิวหนัง ตั้งแต่ใต้คางไปสุดลำคอ หรือสูดดมไอระเหย โดยการหยดลงไปในเครื่องทำไอน้ำ หรืออ่างอาบน้ำ จะช่วยลดอาการเจ็บคอได้

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 193
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย

วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย

โดยปกติผมหงอกตามธรรมชาติ เกิดจากเซลล์มิวเคอร์ (mucor) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสีดำในร่างกายเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถสร้างสารสีดำได้ จึงทำให้เกิดผมหงอก เซลล์นี้จะเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆ แนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่โคนผม

นอกจากนี้ อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง

วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย

การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน

1. ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด

2. ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน

3. เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด

4. กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ

5. กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล

6. พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว

7. ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)

อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย

กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

1. สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน

2. งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่

3. เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที

ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก

เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

1. นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

2. นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร

3. นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม

4. ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม

เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 197
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

เรื่องของ น้ำมันตับปลา ที่คุณควรระวัง

เรื่องของน้ำมันตับปลา ที่คุณควรระวัง

หลายคนนิยมรับประทานยาบำรุง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินหลายๆ ชนิด แต่คุณจะรู้หรือไม่ว่าที่คุณรับประทานเข้าไปนั้น มีส่วนประกอบของสารอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมีคุณสมบัติ และผลต่อร่างกายอย่างไร? อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ ลองฟังเรื่องที่ผมจะเล่า ต่อไปนี้ แล้วคุณจะต้องรีบกลับไปอ่านฉลากยา

เรื่องราวมีอยู่ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง อายุอานามก็อยู่ในวัยห้าสิบต้นๆ ยังเป็นโสด และใส่ใจในสุขภาพของตนเป็นอย่างมาก ในแต่ละวันเธอจะรับประทานยาบำรุงชนิดต่างๆ 4-5 ชนิดเป็นประจำ รวมทั้งน้ำมันตับปลาด้วย ปกติก็เป็นคนแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวอะไร แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งฟ้ากำหนดให้เข้ารับการผ่าตัด เมื่อแพทย์ตรวจพบว่า มีปัญหาริดสีดวงทวารที่เป็นค่อนข้างมาก แพทย์ที่ทำการผ่าตัดก็อธิบายให้ฟังว่า เป็นการผ่าตัดธรรมดาไม่ได้ใหญ่โตอะไร ใช้เวลาไม่นานซึ่งเจ้าตัวก็รู้สึกผ่อนคลายไปได้ เนื่องจากไม่เคยได้รับการผ่าตัดมาก่อน

และก็เป็นธรรมดาที่ก่อนการผ่าตัด จะต้องมีการสอบถามรายละเอียด ว่ามีโรคประจำตัวอะไรบ้างไหม? เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ หากว่ามีก็จะต้องมีการเตรียมตัวหลายอย่าง ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด แต่เธอผู้นี้ก็เป็นผู้มีสุขภาพดี แพทย์สอบถามถึงหยูกยาที่รับประทานเป็นประจำ เธอก็บอกว่าเป็นยาบำรุงทั่วไป 4-5 ชนิด โดยที่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียด เนื่องจากคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร?

แต่มนุษย์กำหนดหรือจะสู้ฟ้าลิขิต สตรีท่านนี้เข้ารับการผ่าตัดด้วยความกังวลเล็กน้อย เนื่องจากไม่เคยผ่าตัดมาก่อน ในห้องผ่าตัด แพทย์ก็ผ่าตัดไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร แต่เกมส์ยังไม่จบ ตัดสินแพ้ชนะยังไม่ได้ หลังผ่าตัดเธอมีเลือดซึมออกมามากกว่าปกติ จนแพทย์ต้องหาสาเหตุกันยกใหญ่ ว่าทำไมจึงมีเลือดออกมามากกว่าปกติอย่างนั้น

แพทย์ทางโรคเลือดต้องเข้าไปตรวจสอบ พบว่าการที่ผู้หญิงคนนี้มีเลือดออกมามากกว่าปกตินั้น เนื่องจากการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติ ซึ่งประวัติของเธอไม่เคยมีมาก่อน เคยถอนฟัน เคยมีบาดแผลแต่ก็ไม่เคยมีปัญหาเลือดออกไม่หยุด

ความจริงปัญหาของเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรก เป็นความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นมาตั้งแต่เกิด โดยได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรษ ซึ่งก็มีอยู่หลายโรคด้วยกัน กลุ่มที่สองเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติของเกล็ดเลือดเอง (เป็นโรคของเกล็ดเลือด) หรืออาจจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม เช่น จากสารเคมีต่างๆ ที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด โดยทั่วไปเกล็ดเลือดของเราเองจะมีอายุขัยประมาณ 7 วัน ร่างกายมีการสร้างเกล็ดเลือดขึ้นมาตลอดเวลา หากเป็นความผิดปกติของเกล็ดเลือดเอง ก็จะเป็นแบบถาวร แต่ถ้าหากเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม เช่น จากการรับประทานยาบางชนิด หากหยุดยาแล้ว เกล็ดเลือดที่ผิดปกติก็จะค่อยๆ หมดไป ในระยะเวลาประมาณ 7 วัน เกล็ดเลือดตัวใหม่ๆ ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา ก็จะสามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามปกติ

ในกรณีของสตรีรายนี้ไม่เคยมีประวัติเลือดออกผิดปกติมาก่อน ไม่มีประวัติความผิดปกติของเกล็ดเลือดในครอบครัว ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยที่จะมาจากความผิดปกติมาแต่กำเนิด การค้นหาสาเหตุจึงมุ่งไปที่ความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นภายหลังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากยาและสารเคมีต่างๆ ที่ได้รับทั้งยาจีน และยาไทยแผนโบราณบางชนิด ก็มีผลกับการทำงานของเกล็ดเลือดได้ แต่เธอผู้นี้ไม่ได้ใช้ยาแผนโบราณมาก่อน ก็เป็นอันตัดทิ้งไป หันมาดูยาแผนปัจจุบันที่ใช้ ซึ่งมีวิตามินนานาชนิด มากมายตั้งแต่ A-Z รวมทั้งน้ำมันตับปลาด้วย หลายคนคงเคยรับประทาน และบางคนก็รับประทานเป็นประจำ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าน้ำมันตับปลามีสาร ที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือดด้วย โดยทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติเช่นเดียวกับ แอสไพริน และยาที่มีอยู่ทั่วไปในยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ สเตียรรอยด์ (NSAIDs : nonsteroidal anti- inflammatory drugs) ไม่นับรวมพาราเซตามอน ซึ่งไม่มีผลต่อเกล็ดเลือด ดังนั้น ถ้าได้รับยาที่อาจมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด จะต้องหยุดยาก่อนการผ่าตัดประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้เกล็ดเลือดตัวใหม่ที่สมบรูณ์ และไม่ได้รับผลกระทบจากยาเข้ามาแทนที่

การรักษาสตรีรายนี้จะต้องได้รับเกล็ดเลือดที่ปกติ (ของคนอื่น) เข้าไปทำหน้าที่แทนเกล็ดเลือดที่ผิดปกติของตนเอง เลือดจึงหยุดไหลและสามารถกลับบ้านได้โดยปกติ พร้อมกับบทเรียนที่ว่าถ้าจะรับประทานยาอะไร? ก็ควรรู้ว่ามันคือยาอะไร? และมีผลต่อร่างกายอย่างไร? หากเป็นยาแผนปัจุบัน ปัญหาก็จะน้อยหน่อย ตรงที่เราจะรู้รายละเอียดของยาอย่างครบถ้วน แต่ถ้าหากเป็นยาแผนโบราณ ทั้งยาจีนและยาไทย กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แพทย์เองก็อาจจะมึนศีรษะได้ เนื่องจากจะไม่รู้ว่าฤทธิ์ของยาเป็นอย่างไร และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง หากจะเข้ารับการผ่าตัด คงต้องมีการตรวจสอบกันอย่างละเอียดลออสักหน่อย มิเช่นนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่คาดไม่ถึงขึ้นได้

แล้วคุณละครับ? รับประทานยาอะไรอยู่บ้าง รู้จักมันดีแล้วหรือยัง? ยังไม่สายนะครับที่จะกลับไปย้อนอ่านเอกสารกำกับยาใหม่อีกครั้ง และที่สำคัญต้องบอกหมอประจำตัวคุณให้หมดด้วยว่า รับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์ใดเป็นประจำอยู่บ้าง

พ.อ.รศ.นพ. วิเชียร มงคลศรีตระกูล

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง รวมถึงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 5 ในปี พ.ศ. 2551 จะพบบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยหากเป็นระยะแรกอาจจะไม่มีอาการ แต่ก็มีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ อาการลำไส้อุดตัน ปวดทวารหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งต้องระวังเพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงถ้ามีเลือดออกในอุจจาระนานจะมีอาการซีด

มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเอื้อให้เป็นคือมาจากอาหารอย่างเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูงหรือให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อ้วน รวมถึงกรรมพันธุ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรับประทานผักผลไม้มากๆ รวมถึงอาหารที่มีแคลเซียมสูง

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ คนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ รวมถึงไม่เคยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรง และอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ

- การตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

- ถ้าผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ปกติ ให้ตรวจใหม่ทุก 10 ปี

- หรืออาจจะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

- หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะช่วงล่าง ถ้าปกติให้ตรวจใหม่ทุก 5 ปี

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หากอายุน้อยกว่า 21 ปี) โดยมีความถี่ในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจภายในร่วมกับการทำแปปสเมียร์ ดังนี้

- อายุ 21-29 ปี ควรตรวจทุก 2 ปี

- อายุมากกว่า 30 ปี ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการตรวจคัดกรองไม่พบสิ่งผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุก 3 ปีได้

- ผู้หญิงที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ควรต้องตรวจคัดกรองเหมือนคนปกติ เพราะว่าไวรัส HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนวัคซีนที่ฉีดจะป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่พบบ่อย ฉะนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่การลดความเสี่ยงทั้งหมด

- ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี (ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องตรวจด้วยแปปสเมียร์ก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติอื่นๆ ภายในมดลูกหรือรังไข่

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและเป็นสาเหตุการตายด้วยอันดับที่ 3 และเป็นมะเร็งที่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่ผิดปกติ การมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50 ปี มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ

สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมทุก 1-3 ปี รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด

ส่วนคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมและตรวจด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด

ป้องกันและคัดกรอง วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งที่ดีที่สุด

ป้องกันและคัดกรอง วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งที่ดีที่สุด

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งโลก หรือ World Cancer Day เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกหันมาสนใจป้องกันตัวเอง และเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น HealthToday จึงเรียนเชิญแพทย์หญิงสุดสวาท เลาหวินิจ อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลกับผู้อ่านเกี่ยวกับอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งในเมืองไทย รวมถึงวิธีการตรวจคัดกรองและป้องกันตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งมากขึ้น

อุบัติการณ์และการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในเมืองไทย

สถิติล่าสุดของการเกิดมะเร็งในเมืองไทยทั้งประเทศยังเป็นตัวเลขของปี พ.ศ. 2544-2546 ซึ่งรายงานในปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่า คนไทยเป็นมะเร็งประมาณ 241,051 ราย ใน 3 ปี หรือเฉลี่ย 80,350 รายต่อปี ถ้าคิดเป็นต่อประชากรแสนคนจะพบว่า ผู้หญิงเป็นมะเร็ง 120 คน ส่วนผู้ชายเป็นมะเร็ง 140 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสถิติปี พ.ศ.2541-2543 ที่คนไทยป่วยเป็นมะเร็ง 195,780 คน หรือ 65,260 รายต่อปี ก็จะพบว่าคนไทยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 23
สำหรับสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจะพบว่า ในปี 2552 คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 56,058 ราย หรือ 88.34 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 4,671 รายต่อเดือน 156 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7 % เมื่อเทียบกับสถิติปี พ.ศ. 2548

5 อันดับมะเร็งยอดนิยม

สำหรับชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกในช่วงปี 2544-2546 มีดังนี้

ผู้ชาย
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งลำไส้ใหญ่
4. มะเร็งต่อมลูกหมาก (ขยับจากอันดับ 9 ในปี 2541-2543)
5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ผู้หญิง
1. มะเร็งเต้านม (ขยับจากอันดับ 2 ในปี 2541-2543)
2. มะเร็งปากมดลูก
3. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
4. มะเร็งปอด
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่

แต่สำหรับมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 6 อันดับแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แก่
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งเต้านม
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
6. มะเร็งปากมดลูก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

แม้ว่าปัจจุบันวงการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งหลายประเภท แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเลย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเกิดมะเร็งคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิถีชีวิตให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น อาทิ

- การหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด ความอ้วน ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งหลายประเภท ตั้งแต่มะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของการได้รับไวรัสตับอักเสบบีและซี ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก

- การรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ เนื้อแดง อาหารปิ้งย่างต่างๆ รวมถึงไม่กินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งทางเดินน้ำดี
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและไม่อ้วน

การตรวจคัดกรอง

นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งหรือการตรวจมะเร็งระยะแรกยังเป็นวิธีการที่สำคัญมากที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และลดโอกาสการเสียชีวิต เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่า หากมีการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจาย แต่ที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์เมื่อเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้วค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่นมะเร็งเต้านม สถิติในปี พ.ศ. 2544-2546 พบว่าผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ ร้อยละ 9-66.4 เป็นระยะที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว โดยพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกร้อยละ 3.5-41.7 และพบในระยะแพร่กระจายไปแล้วร้อยละ 2.4-18.2

ทั้งๆ ที่อัตราการอยู่รอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาเมื่อโรคยังอยู่เฉพาะที่จะสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอัตราการรอดชีวิตจะอยู่ที่ร้อยละ 81 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 26 หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปไกล ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งปากมดลูก คือหากตรวจพบในระยะเฉพาะที่ (localized) จะอยู่ที่ร้อยละ 92.2 แต่หากพบเมื่อโรคแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้วจะอยู่ที่ร้อยละ 54.7 ถ้าโรคมีการแพร่กระจายไปไกลจะอยู่ที่ร้อยละ 16.5

ด้วยเหตุนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งเพื่อที่จะได้พบกับผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในมะเร็งที่สามารถมีการคัดกรองได้ดังต่อไปนี้

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและเป็นสาเหตุการตายด้วยอันดับที่ 3 และเป็นมะเร็งที่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่ผิดปกติ การมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50 ปี มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ
สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมทุก 1-3 ปี รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
ส่วนคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมและตรวจด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด

มะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หากอายุน้อยกว่า 21 ปี) โดยมีความถี่ในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจภายในร่วมกับการทำแปปสเมียร์ ดังนี้
- อายุ 21-29 ปี ควรตรวจทุก 2 ปี
- อายุมากกว่า 30 ปี ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการตรวจคัดกรองไม่พบสิ่งผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุก 3 ปีได้
- ผู้หญิงที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ควรต้องตรวจคัดกรองเหมือนคนปกติ เพราะว่าไวรัส HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนวัคซีนที่ฉีดจะป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่พบบ่อย ฉะนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่การลดความเสี่ยงทั้งหมด
- ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี (ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องตรวจด้วยแปปสเมียร์ก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติอื่นๆ ภายในมดลูกหรือรังไข่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง รวมถึงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 5 ในปี พ.ศ. 2551 จะพบบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยหากเป็นระยะแรกอาจจะไม่มีอาการ แต่ก็มีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ อาการลำไส้อุดตัน ปวดทวารหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งต้องระวังเพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงถ้ามีเลือดออกในอุจจาระนานจะมีอาการซีด

มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเอื้อให้เป็นคือมาจากอาหารอย่างเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูงหรือให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อ้วน รวมถึงกรรมพันธุ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรับประทานผักผลไม้มากๆ รวมถึงอาหารที่มีแคลเซียมสูง

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ คนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ รวมถึงไม่เคยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรง และอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ
- การตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- ถ้าผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ปกติ ให้ตรวจใหม่ทุก 10 ปี
- หรืออาจจะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะช่วงล่าง ถ้าปกติให้ตรวจใหม่ทุก 5 ปี

มะเร็งต่อมลูกหมาก

แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้ชายไทย แต่ก็พบเพียง 5.5 คนต่อประชากรในแสนคนเท่านั้น โดยพบในกรุงเทพฯมากที่สุด (9:1 แสนคน) ในประเทศไทยจึงยังมีการถกเถียงกันว่าควรจะมีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมายหรือไม่ แต่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 65-75 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบบ่อยก็สามารถทำการตรวจคัดกรองได้ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีต่อไปนี้

- ตรวจต่อมลูกหมากโดยการตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้ว หรือการทำอัลตราซาวนด์
- ตรวจเลือดหาค่า PSA (prostate specific antigen)

สำหรับมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 เมื่อปี 2551 และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในอันดับ 2 และอันดับ 4 ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับนั้น เป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ยาก เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรที่จะให้คัดกรอง มีเพียงคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั่นคือการไม่สูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ (ไม่เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง) เช่นเดียวกับมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี ก็เป็นมะเร็งที่ไม่มีการตรวจคัดกรอง มีเพียงการป้องกัน เช่น ไม่กินปลาดิบ หรือการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ หากว่ามีก็ต้องทำการรักษา

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายแล้ว

การปฏิบัติของคนที่เป็นมะเร็งและรักษาหายแล้วถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมิให้มะเร็งกลับมาเป็นอีก หรือสามารถรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากว่ามะเร็งกลับมา คือ

- หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ไม่สูบบุหรี่ และพยายามเลี่ยงความอ้วน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีไฟเบอร์สูงๆ อย่างผักและผลไม้

- ไปพบแพทย์ตามนัด เพราะแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว แต่โรคอาจจะมีโอกาสกลับมาได้อีก โดยในช่วง 2 ปีแรกแพทย์มักจะนัดให้มาพบเพื่อทำการตรวจเช็คทุก 3 เดือน หลังจากนั้นอาจจะให้มาพบทุก 6 เดือน

- ทำจิตใจให้สงบ เพราะผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งมักจะมีความกังวล ความเครียด ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้วยังอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองอีกด้วย ฉะนั้นจึงควรทำใจให้สบาย ขณะเดียวกันแพทย์เองก็ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยฟังถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday